Thailand | Visitor:
Home
About Asean
Asean News
Asean Calendar
Around Asean
Media Gallery
Press Center
Library
Contact
Latest Press Center
More
 
กระทรวงต่างประเทศ
PTT Group
Digitron and Apple Authorized
ThaiVision
 
True Corporation
ASEAN NEWS
Top News Latest News

,

                                                                     ต่อจาก (ตอนที่1)


ประเทศไทยของพระองค์สงบลงเพียงชั่วคราว แล้วเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็อุบัติขึ้น

นิตยสาร Newsweek ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 1976/๒๕๑๙ รายงานว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็สามารถยุติลงได้ด้วยการที่พระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะปฏิรูปการปกครองที่นำโดย พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ แทนที่ มรว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า :

‘He launched the coup , Sangad said, to “preserve the Thai monarchy against a communist plot backed by Vietnamese collaboration.”

Newsweek รายงานอ้างคำพูดของ พลเรือเอกสงัดชะลออยู่ ว่า ที่ก่อการยึดอำนาจก็ ”เพราะต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามทำลายของพวกคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม”

 อีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องถูกสถานการณ์นำพาเข้าไปเกี่ยวกับวิกฤติ และต้องทรงเข้าไปแก้ปัญหาอันเป็นกระแสคลื่นและแรงพายุทางการเมืองของราชอาณาจักรของพระองค์ที่นักการเมืองยังคงทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างไม่สร่างซา

ถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระองค์ ปีที่ 50 ในวันที่ 5 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2520 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม  1 ปี หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times รายงานว่าการที่พระองค์ต้องทรงฝ่าและสงบวิกฤติการเมืองไทยมาอย่างมาก ทำให้นักคิด และบรรดาปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งเริ่มวิพากษ์วิจารณ์สถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกการเมืองดึงเข้าไปเกี่ยวโยง แม้จะเป็นการวิจารณ์อย่างเงียบและลับ แต่ก็เกรงกันว่าพลังของแผ่นดินอันสูงสุดอาจจะลดลง

แต่ หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times ก็รายงานว่า :

“Although the turbulence of Thai politics over the last five years has certainly cost the monarchy some support, nothing of this was evident in the biggest Thai celebrations since Bhumibol was crowned 27 years ago.”

“แม้พายุการเมืองไทยใน 5 ปีที่ผ่านมา จะกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยนั้นแน่นอน แต่ก็ไม่ปรากฏสัญญาณอันใดเลยว่าการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล โดยประชาชนชาวไทย จะได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใดเลย งานฉลองวันเฉลิมพระชนม์พรรษาปีนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติมาตั้งแต่ 27 ปีที่แล้ว”

2 เมษายน 1981 / ๒๕๒๔ สำนักข่าว UPI รายงานข่าวพล อ. สันต์ จิตรปฏิมา ล้มเหลวในการยึดอำนาจจาก พล อ. เปรม ติณสูลานนท์ กบฏ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 ไม่ประสพความสำเร็จสำเร็จ Asiaweek 23 เมษายน 1982/๒๕๒๕ เสนอข่าวงานฉลอง 200 ปีราชวงศ์จักรี

พร้อมบทวิเคราะห์ว่า :

“The Chakri line produced a succession of monarchs of truly outstanding caliber. Not due to mere chance…”

“ราชวงศ์จักรีได้ผลิตกษัตริย์ผู้สื่อราชสันตติวงศ์ ที่ทรงคุณภาพยอดเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง และนีมิใช่เหตุบังเอิญ...”

 
ในด้านการเป็นพระมหากัตริย์ผู้ทรงงานหนัก สื่อมวลชนต่างประเทศเรียกว่า

“The Working Royals” หรือ “พระราชวงศ์ผู้ทรงงาน

พาดหัวข่าวว่า

“The King and Royal Family Spur Thailand’s Development and Preserve Traditions”

 

“พระมหากษัตริย์ และครอบครัวที่ทรงบุกเบิกเริ่มงานพัฒนาและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี”

 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเฝ้ามอง และมองเห็นผลงานของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังคลื่นลมการเมืองจากการรัฐประหารดูว่าจะสงบลงแล้วความสัมพันธ์ในเชิงสร้างงานพัฒนาประเทศ ระหว่างพระองค์กับพสกนิกรวางรากฐานมั่นคง และขยายวงกว้าง สื่อมวลชนต่างประเทศพุ่งความสนใจไปที่งานต่างๆมากมายที่พระองค์เสด็จออกทรงทำร่วมกับประชาชนของพระองค์ โดยเฉพาะในชนบท ห่างไกล ทุรกันดาน ยากจน และความพิเศษในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาจนปัจจุบันก็คือ ทุกพระองค์ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวแห่งราชวงศ์จักรีร่วมทรงงานพัฒนากันอย่างมิเห็นแก่ความเหนื่อยยาก

นิตยสารสวัสดี เดือนมกราคม 1987 บทความโดย Denis Gray เขียนว่าพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชวงศ์ทั้งหมด คือคนทำงาน หากเปรียบงานเป็นการรบในสงคราม  ก็เป็นการรบที่ลงละเอียดทุกหย่อมหญ้า ร่วมกับประชากร 80 % ของราชอาณาจักร  สร้างแหล่งน้ำ เหมืองฝายมากขึ้น เพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุด สร้างโรงเรียน สถานีอนามัยเพิ่มขึ้น  ยกระดับความเป็นอยู่ของคนยากจน กำจัดความระส่ำระสายในสังคม สร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศชาติ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์รักษาเสรีภาพมาไว้กว่า 700 ปีแล้ว

Far Eastern Economic Review เดือนมกราคม 1986 ตามเสด็จไปที่สกลนคร

รายงานว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล คือแบบอย่างที่กระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าในประเทศ

UPI วันที่ 7 ตุลาคม 1980 รายงานว่า ในป่าดงดิบ ด้วยฉลองพระบาท Boots ท่ามกลาง ปลิง ทาก และฝนที่โชกชุ่ม ที่เห็นนี้คือวันทำงานปรกติของกษัตริย์ไทย

UPI วันที่ 26 มกราคม 1981 สดุดีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกพืชทดแทนฝิ่น

AP รายงานจากหัวหิน วันที่ 22 พฤษภาคม 1979 หลังได้รับพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ :

“In the countryside middlemen take so much advantage of the people… Misunderstandings arise between people in rural areas and the rich, so-called civilized people in Bangkok.”

“ในชนบท พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบชาวบ้านมาก...มีความไม่เข้าใจกันระหว่างชาวบ้านในพื้นที่ชนบท กับคนรวย คนจากกรุงเทพ ที่เขาว่าเป็นผู้เจริญแล้ว”

ผลผลิตงานศิลปาชีพที่ชาวบ้านได้เรียนรู้จากพระองค์เป็นที่สนใจของนิตยสาร Reader’s Digest ซึ่งรายงานเมื่อเดือนมกราคม 1984 ว่า ความสำเร็จ ของงานศิลปาชีพนั้นก็เนื่องมาจากสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงเป็นแบบอย่าง ทรงเป็นผู้นำด้านรูปแบบแฟชั่น และพระองค์ทรงภาคภูมิพระทัยยิ่งที่คนไทยยังคงมีความสามารถผลิตสิ่งของที่สวยงามมากได้อย่างที่ทำอยู่ Reader’s Digest เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1975 เรียกสมเด็จพระศรีนครินทร์พระบรมราชชนนีว่า

“Thailand’s Healers from the Sky”

“ผู้รักษาการป่วยไข้ของประชาชนที่มาจากฟากฟ้า”

           

“The Royal Mother from the Sky”

แม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทยทรงดูแลชาวบ้านจนมืดค่ำแล้วจึงทรงกลับพระตำหนักที่เชียงใหม่ ทีมแพทย์อาสาเคลื่อนที่ตามเสด็จบริการประชาชนที่ภาคใต้ เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรกับงานบูรณะพระบรมมหาราชวัง และที่วัดพระแก้วมรกต หนังสือพิมพ์ Singapore Straits Times วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ยกย่องสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้ทรงอุทิศทั้งชีวิตของพระองค์ให้กับประชาชน :

‘As a little girl, she was called “The Hurricane” by her father because she could not keep still.

‘But as Princess Sirindhorn grew up, her sense of responsibility and dedication to the  welfare of her people was such that her father now describes her as “permanent secretary working for the Thai peoples.”

“ครั้งที่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ พระองค์ถูกเรียกโดยเสด็จพ่อว่าพายุ Hurricane เพราะความเป็นเด็กที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย แต่เมื่อเจ้าหญิงสิรินธรทรงเติบโตขึ้น ความรู้สึกรับผิดชอบ ความทุมเทเสียสละเพื่อ ความสุขและสวัสดิการของประชาชนของพระองค์ พระราชบิดาของพระองค์จึงทรงเรียกพระองค์ใหม่ว่าเป็น เลขานุการถาวรที่ทำงานให้ประชาชน”

 หนังสือพิมพ์ Die Zeit วันที่ 2 มีนาคม 1984 เขียนว่า เจ้าหญิงมหาจักรีสิรินธรเสด็จไปได้ทุกหนแห่งตามพระทัยในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ทรงห่วงเรื่องความปลอดภัยอันใดเลย ทรงตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ไปกับพ่อ และ แม่เยี่ยมดูทุกข์สุขของประชาชนตั้งแต่ยังเด็ก จนโต :

‘I have learned a lot from my father’

“ฉันเรียนรู้อะไรมากมายจากพ่อ”

สมเด็จพระเทพฯทรงกล่าวกับหนังสือพิมพ์ Germany

‘One cannot but like this princess. And indeed the whole country lies at her feet. After the king, who is considered nearly a saint she is certainly the most popular person in Thailand. Everybody knows her, even in the remote corners of the kingdom. Whenever her name is mentioned: Sirindhorn - it means  a person full of kindness - faces light up. Even the British queen can only dream of such popularity’

‘ไม่ทางเลยที่ใครจะไม่ชอบเจ้าหญิงพระองค์นี้ ที่จริงแล้วคนทั้งประเทศยอมสยบใต้เบื้องบาทพระองค์ หากไม่นับพระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือกันไปแล้วว่าเกือบจะพอๆกับนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์จากสรวงสวรรค์ หรือ ที่เรียกตามประเพณีตะวันตกว่า Saint สมเด็จพระเทพฯคือบุคคลที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดในแผ่นดินไทย  ทุกๆคนรู้จักชื่อเสียงของสมเด็จพระเทพฯ แม่จะอยู่ไกลสุดชายแดน พระนามสิรินธร หมายถึง “พระองค์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา” ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อ สิรินธร ใบหน้าของประชาชนจะสดชื่นแจ่มใส ร่าเริง

หนังสือพิมพ์ Die Zeit ถึงกลับสรุปว่า

“แม่แต่สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษก็ได้เพียงแต่ฝันว่าจะทรงมีความโด่งดังเป็นที่รู้จักชื่นชมเท่าสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี”

เจ้าฟ้ามหาจักรี ทรงเป็นนักดนตรีผู้ประสบความสำเร็จ เป็นทั้งอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยทหาร นอกเหนือจากหน้าที่เลขานุการของประชาชน เด็กหญิงตัวน้อย ในป่ามืดทึบวิ่งตามหลังพ่อที่เดินนำหน้าด้วยก้าวที่ยาวกว่า เด็กน้อยทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เท้าโดนหนามตำจนเลือดไหลซึม กลัวสัตว์ป่า ก็กลัว ก็ได้แต่ถามพ่อซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า :

“พ่อ...เมื่อไรจะถึงสักที พ่อ...เมื่อไรจะถึง!”

พ่อตอบว่า:

“Child! On the earth there exists no place

Only filled with pleasure and comfort,

Our road is not covered with pretty flowers.

Go! Always, even if it breaks your heart.

I see the thorns prick your tender skin.

Your blood: rubies on the grass, near the water.

On the green shrubbery, your tears dropped.

Diamonds on emerald, show their beauty.

For all the human race does not loose its course

In the face of pain. Be tenacious and wise.

And be happy to have an ideal so dear.

Go! If you want to walk in the footsteps of your father.”

“ลูกเอ๋ย ในโลกนี้ ไม่มีที่ใดที่ไหนเลยที่จะมีแต่ความสุขสบายสนุกสนานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เส้นทางเดินของเรามิได้โรยด้วยกลีบดอกไม้อันสวยงามแต่ลูกจงเดินต่อไปข้างหน้าเถิด อย่าหยุด อย่ายั้ง แม้หัวใจของลูกจะแตกสลายพ่อเห็นแล้วหละว่าหนามตำผิวอันละเอียดนุ่มของลูกแต่เลือดที่ไหลออกมาจากเท้าลูกงามดุจทับทิมบนผืนหญ้าริมธารน้ำน้ำตาของลูกหยดลงบนพุ่มไม้ที่เขียวชอุ่มดุจน้ำเพชรทาบบนมรกตส่งประกายงามหมดจดเพราะมนุษยชาติมิได้พลัดหลงออกนอกเส้นทางด้วยเหตุแห่งความเจ็บปวดลูกจงอดทนมุ่งมั่นและพากเพียรด้วยปัญญาลูกจงมีความสุขด้วยอุดมคติที่ทรงค่าลูกจงเดินต่อไป! หากลูกต้องการเดินตามรอยเท้าของพ่อ”

 ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เท้าโดนหนามตำจนเลือดไหลซึม กลัวสัตว์ป่า ก็กลัว ก็ได้แต่ถามพ่อซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า

“พ่อ...เมื่อไรจะถึงสักที พ่อ...เมื่อไรจะถึง!”

 

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยอธิบายประปรีชาสามารถของพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น “Renaissance Man” คำว่า “Renaissance” หมายถึงยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในทวีปยุโรปในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ช่วง 300 ปี ที่ผ่านมา 300-400 แล้วเพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถพิเศษหลายอย่าง

“The King’s Many Talents” เป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ The New York Times

วันที่ 1 พฤษภาคม 1950 / ๒๔๙๓ และรายงานข่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทย ทรงคุมวง Orchestra และ เขียนเพลงให้ละคร Broadway นั่นคือข่าวเมื่อครั้งทรงพระชนมายุ 22 พรรษา

Michael Todd ผู้ควบคุมและกำกับการแสดงละคร Broadway เรื่อง Peepshow ให้รายละเอียดว่าเพลงที่กษัตริย์หนุ่มจากเมืองไทยทรงพระราชนิพนธ์นั้นชื่อ Blue Night พิมพ์ประกอบภาพการ์ตูน เกี่ยวกับละคร Broadway เรื่อง Peepshow ของ Mike Todd ใน The new York Times วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 1950 ผสมกลิ่นอายของเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ ดังสะท้อนออกมาทางด้านขวาของภาพ

Mike Todd คือสามีคนหนึ่งของ Elizabeth Taylor นางเอกภาพยนตร์ผู้โด่งดัง Mike Todd กล่าวครั้งที่มากำกับการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Around the World in Eighty Days ในประเทศไทยว่า ชื่นชม และเป็นพระสหายที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมาก ทำให้บทภาพยนจร์ส่วนที่มีภาพวัดอรุณราชวรารามกับเรือสุพรรณหงส์และขบวนเรือพระราชพิธี ได้ปรากฏเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังที่สุดในยุคแรกของระบบจอกว้าง Cinemascope ทั้งที่ในหนังสือต้นฉบับของ Jules Verne ตัวเอก Felias Fogg ตัวเอกในเรื่องไม่มีการเดินทางผ่านกรุงเทพแต่อย่างใด

Harry Rolnick เขียนลงใน Sawasdee Magazine เดือนมีนาคม 1987 ว่า :

 

“The World of Jazz has had its Duke, its Earl and its Count. But to the Thai world, H.M. King Bhumibol Adulyadej is undoubtedly the King of Jazz.”

 

“โลกแห่งดนตรี Jazz ก็มี Duke / Earl และมี Count แห่งวงการ Jazz แต่สำหรับโลกของคนไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน Jazz ทรงเป็น The King of Jazz อย่างแท้จริง”

ลงภาพถ่ายเมื่อปี 1960 ขณะทรงร่วมเล่นคนตรีกับวง Dixieland Jazz Band ที่ Honolulu, Hawaii ภาพเมื่อทรงมีเวลาว่างทรงจัดรายการเพลงที่สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต

ทรงเป็นช่างถ่ายรูปชั้นยอด ทรงฝึกถ่ายรูปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ลงพิมพ์ภาพที่ทรงฉายร่วม กับ Elvis Presley อ ธิบายภาพว่า “King of Rock and Roll พบกับ King of Jazz”

ต่อมา Anthony M. Paul เขียนใน Reader’s Digest เดือนธันวาคม 1984 ว่า :

“พระองค์คือความหวังที่สูงสุด ของคนไทย แม้จะมิได้ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวโยงตรงในด้านการเมืองของรัฐบาล แต่ในเมื่อรัฐบาลไม่ดี ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ประชาชนคนไทยก็จะนึกถึงพระองค์เป็น Best Hope ความหวังอันเป็นพึ่งที่สุดท้าย”

 

บทความที่ลงพิมพ์ในสื่อต่างประเทศหลายแห่งของ Peter Cummins ในเดือนธันวาคม 1987 เล่าถึงความเป็นนักแข่งเรือใบของพระองค์ว่า :

“The King developed into one of the region’s best dinghy sailors.

“พระเจ้าอยู่หัวของไทยทรงพัฒนาเป็นนักแล่นเรือใบที่ดีที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งภูมิภาค”

 

เดือนธันวาคม ปีเดียวกัน John Hoskin เขียนเรื่องประปรีชาสามารถด้านจิตรกรรมที่มีรูปแบบท่วงทำนองที่หลากหลายในปี 1979 โทรทัศน์ BBC ของอังกฤษผลิตภาพยนตร์สารคดียกย่องพระองค์ว่า คือ :

“Soul of a Nation”

“จิตวิญญาณของชาติ”

ทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่ BBC เรื่อง “His Job as King / งานการเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์” ทรงมีพระราสดำรัสตอบในเรื่อง ภาพยนตร์เรื่อง The king and I

Village Problems / ปัญหาในชนบท, Communist Insurgency/การก่อการร้ายของพวก Communists, Why study several hours every evening, looking at maps, listening to radios?/การทรงงานมากหลายชั่วโมงทุกคืน ศึกษาแผนที่ ฟังวิทยุ, Hilltribes/เรื่องชาวเขาทางภาคเหนือ, และ Buddhism and its importance for the king/ศาสนาพุทธกับความสำคัญต่อความเป็นกษัตริย์

นิตยสาร Leaders ฉบับเดือนเมษายน – มิถุนายน 1982 ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสัมภาษณ์พิเศษ คำถามแรก ถามว่า :

Because of the way you have been king you have so much of the respect of the people that you are more than a constitutional monarch. You really have power, probably the power of love. Is that correct?

“เพราะพระองค์ท่านทรงดำรงพระองค์เป็นกษัตริย์ในแบบฉบับของพระองค์เองที่ทรงเป็นอยู่เช่นนี้ใช่ไหมที่ทำให้ได้รับความเคารพจากประชาชนอย่างสูงยิ่งไปกว่าที่จะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญธรรมดาๆทั่วไป พระองค์ทรงมีพลังอำนาจยิ่งนัก อันเป็นพลังอำนาจแห่งความรัก The Power of Love”

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงตอบว่า

“One must first look at the principle of Constitutional Monarchy, which is rather simple. It says the king can do no wrong and those words can be difficult to understand. Sometimes it can be understood that the king can do no wrong because he adheres strictly to the scope of responsibility. But, on the other hand, it can also be understood that the king can do no wrong because he has love….The king is under the law….The Tenfold Practice of Kingship”

“เราจะต้องดูที่หลักการของระบอบการปกครองแบบที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก่อนอื่น ซึ่งกำหนดว่า พระมหากษัตริย์จะทรงกระทำอะไรเป็นความผิดมิได้  ซึ่งก็ฟังดูแล้วพูดง่าย แต่เข้าใจยาก อาจจะหมายความว่าให้พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติหน้าที่ในกรอบที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเท่านั้นก็เป็นอันไม่มีอะไรผิด แต่ดูอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงทำอะไรผิดๆได้เลย เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนด้วยความรัก พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม”

 

กลับไปหลังเวทีละคร Broadway อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่อง Peepshow ของ Mike Todd

แต่คราวนี้เป็นหลังเวที The King And I สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เสด็จหลังเวที พบกับ Yul Bryner พระเอกของเรื่อง ผู้แสดงเป็น King Mongkut พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ ทั้งหนังสือ ละคร ภาพยนตร์ เรื่อง The King And I ที่สร้างนวนิยายเรื่อง Anna and the King of Siam ของ Margaret Landon ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทยเพราะรัฐบาลไทยสมัยนั้นเห็นว่า เป็นเรื่องที่แต่งผิดเพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์พระเจ้ากรุงสยามที่แท้จริง และทำให้พระเจ้าแผ่นดินของไทยดูเป็นเรื่องตลกขบขันบน แต่ที่สหรัฐอเมริกา ละคร The King and I แสดงต่อเนื่องมานานถึงปี 1985 ตอนนั้น ก็รวมได้ 34 ปีแล้ว สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์เสด็จหลังเวที แสดงความยินและขอบคุณคณะนักแสดง ทรงมีพระราชดำรัสกับ Yul Bryner ว่า ทรงสนุก พอพระทัย การแสดงสวยงามมาก

Yul Bryner กราบบังคมทูลว่า :

“We have done so many things about your country without really knowing it. But we do it with great love”

“เราเอาเรื่องเมืองไทยมาแสดงแล้วหลายเรื่องโดยที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเท่าไรนัก เราทำทุกอย่างด้วยความรักเมืองไทยเป็นอย่างมาก”

 

ผู้แทนพระองค์ให้สัมภาษณ์ต่อมาว่า

“She thinks the show is fun. She and the king are open-minded and we all know that the court would never act like that.”

สมเด็จพระราชินีมิได้ทรงเห็นว่าละครเรื่อง The King and I จะมีปัญหาดูหมิ่นกษัตริย์สยามแต่ประการใด พระองค์บอกว่าดูแล้วเพลิดเพลิน พระเจ้าอยู่หัวของสยามนั้นทรงมีพระทัยเปิดกว้าง และทรงทราบว่าละครก็คือละครที่แสดง เรื่องจริงๆในวังไม่เป็นอย่างในละคร ใครๆก็ทราบอยู่แล้ว สำนักข่าว Reuters รายงานเรื่องนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1985

ในช่วงหลังปี 1980 สื่อมวลชนต่างประเทศสนใจรายงานแง่มุมที่ไม่ใช่การเมืองการปรกครองของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมากเป็นพิเศษ หนังสือพิมพ์ Los Angeles Times รายงานวันที่ 29 พฤษภาคม 1980 รายงานเรื่องช้างเผือกคู่สถาบันพระมหากษัตริย์ แถมคำพังเผยไทยโบราณว่า :

“To know a woman you must look at her mother, to know an elephant you must look at its tail.”

“ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่”

 

สำนักข่าว AP รายงานวันที่ 22 สิงหาคม 1980 รายงานเรื่อง Julie Jensen ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ของไทย หลังจากแต่งงานกับชาวอเมริกัน 8 ปีก่อนหน้านั้น ชื่อของ Princess Uboltatana ก็หานไปจากสังคมไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเคยร่วมแข่งเรือใบกับ Julie Jensen จนได้เหรียญทองในกีฬาแหลมทอง และหลังจาก เจ้าหญิงอุบลรัตน์จากไปอยู่สหรัฐอเมริกา กลายเป็น Julie Jensen พระองค์ก็มิได้ทรงเล่นเรือใบอีกเลย Julie และ Peter Jensen กลับมาเยือนประเทศไทยพร้อมด้วยลูกๆทั้งสามคนบ่อยขึ้นหลังปี 1987

สำนักข่าว UPI รายงานวันที่ 5 ธันวาคม 1983 เรื่องการทำมันวันเฉลิมพระชนมพรรษา รายงานต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 1984 มีรายงานเรื่อง สมเด็จพระราชินี ทรงเข้าช่วยเหลือดูแลเด็กหญิงลำดวน ขำมี ที่ถูกนายจ้างกักขังตัวนาน 9 เดือน

วันที่ 9 เมษายน 1985 UPI รายงานเรื่อง ราชประเพณี ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เน้นถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยในสมัยรัชกาลที่ 7 ปี พ.ศ. 2475 UPI วิจารณ์ว่า :

“The king accepted the changeover to avoid bloodshed but two years later left the country for self-imposed exile in England, where he abdicated the throne in 1935.”

“Queen Rambhai remained in England until 1949, when she returned to Thailand with the ashes of her husband and was given an emotional welcome.”

“พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่สองปีต่อมาพระองค์ก็เสด็จลี้ภัยการเมือง จากประเทศไทยไปอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ ในปี 1935 ( พ.ศ. 2478) สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอยู่ในอังกฤษถึงปี 1949 แล้วจึงเสด็จกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางบรรยากาศสะเทือนอารมณ์พสกนิกรไทย”

 

ปี ค.ศ. 1987 เป็นปีสำคัญของชาวไทย พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา UPI รายงานแต่ตอนนั้นแล้วว่า ชาวไทยคาดกันว่าพระมหากษัตริย์ของเขาจะได้ทรงครองสิริราชสมบัติยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า :

“The Chao Phya River has to flow on and the water that has flowed on must be replaced. It is the same in our own life”

“แม่น้ำเจ้าพระยาไหลไป น้ำที่ไหลไป ต้องถูกน้ำใหม่มาแทนที่  มันก็เช่นเดียวกับชีวิตของเรา”

 

วันที่ 6 พฤษภาคม 1987 สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศสรายงานว่า ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันเทิดทูลพระบารมีของพระองค์ให้ทรงเป็นมหาราช - King Bhumibol Adulyadej “The Great” ชาวไทย และ กรุงเทพมหานคร เฉลิมฉลองกันอย่างงดงามตระการตา สื่อมวลชนต่างประเทศพาดหัวข่าวมากมายหลากหลาย ล้วนแล้วแต่จะแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ :

  

 

“Power and Awe Surround Royal Family”

Toledo Blade

Bangkok

September 6, 1978

By Ben Barber

 

 

*

 

“A Royal Extravaganza”

Asiaweek

October 30, 1987

By Chuchart Kangwaan

 

 

 

*

 

“The Homage of a Nation”

Asiaweek

December 18, 1987

By Chuchart Kangwaan

 

*

 

“A Royal Birthday Party:

King Bhumibol Adulyadej Turns 60

And the Country Celebrates”

Far Eastern Economic Review

December 10, 1987

By Paisal Sricharatchanya and Rodney Tasker

 

*

“The King will remain on the throne for many years”

 

*

“The Democratic King:

The Monarch Plays a Pivotal Role in Political Stability”

*

“The king’s cautious hand in the country’s political life was evident again in the aftermath of the bloody military coup in October 1976”.

*

“…the king’s influence has been pivotal in maintaining stability…”

 

 

 

ทั้งหมดนี้เลือกสรุปย่อจากหนังสือ

The King of Thailand in World Focus

จัดพิมพ์โดย

Foreign Correspondence Club of Thailand

 

 

 

สมเกียรติ อ่อนวิมล

5 ธันวาคม 2552

 

 

*

View All
More News
"The King of Thailand in World Focus" (ตอนที่2)  Wednesday 09 December 2009 (09:50:40), Thailand
"The King of Thailand in World Focus" (ตอนที่1)  Wednesday 09 December 2009 (09:35:13), Thailand
"นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช กับ อาเซียน"  Friday 27 November 2009 (15:26:23), Thailand
"5 รัฐสมาชิกหลังก่อตั้งอาเซียน"  Friday 27 November 2009 (15:25:32), Thailand
"เนื้อหาการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2008"  Friday 27 November 2009 (14:52:22), Thailand
  © Copyright 2009, Thai Vitas Co., Ltd., All Rights Reserved
Email: asean@thaivision.com
Powered and Contributed by