"The King of Thailand in World Focus"
โดย
Foreign Correspondents Club of Thailand
[สรุปย่อ โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล]

ทรงพระเจริญ
LONG LIVE THE GREATEST OF KINGS
บันทึกอาเซียน
ASEAN DIARY
“The King of Thailand in World Focus”
โดย
Foreign Correspondents Club of Thailand
[สรุปย่อ โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล]
[Foreign Correspondents Club of Thailand, The King of Thailand in World Focus, FCCT, Bangkok, 1988, 189 หน้า, ISBN 974-86773- 3-8]
*
สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทยจัดพิมพ์หนังสือเล่มพิเศษเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ / ค.ศ.1988 ในพระบรมราชวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ หรือ 60 พรรษา หนังสือเล่มนี้รวบรวมข่าวต่างๆเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่รายงานโดยสำนักข่าวต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษที่ปรากฎเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปีก่อนการจัดพิมพ์ โดยสรุปย่อบางเรื่องบางตอนได้ดังต่อไปนี้ :
ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยือน สหรัฐอเมริกา และทรงแวะเยี่ยมโรงพยาบาล Mt. Auburn อันเป็นสถานที่ประสูติ ณ เมือง Boston รัฐ Massachusette หนังสือพิมพ์ Boston Globe ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1960/๒๕๐๓ อธิบายเกี่ยวกับพระองค์ว่า
‘The “darling baby” who grew up to be king was the darling of Mt. Auburn Hospital’
‘เด็กน้อยที่น่ารัก’ ผู้ซึ่งเติบโตมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นที่รักของทุกคนที่โรงพยาบาล Mt. Auburn”
แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตั้งข้อสังเกตว่า
‘The king noted he had been termed “a nice baby,” and, “I hope I have grown into something nice.” ‘
“เมื่อใครต่อใครที่โรงพยาบาลเรียกพระองค์ว่าเด็กน่ารักแล้ว ข้าพเจ้าก็หวังว่าตอนนี้ที่โตขึ้นมาแล้วก็คงจะเป็นอะไรที่น่าดูต่อไป”
พยาบาลทั้งสี่คนที่ดูแลพระองค์ช่วงที่อยู่ที่โรงพยาบาล 21 วันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“What a lovely boy”
พยาบาล Leslie H. Leighton บอกว่า
“His parents were very modest people and didn’t want any fanfare at all”
“พระราชบิดา และพระราชมารดาของพระองค์ทรงสมถะมาก อยู่ที่โรงพยาบาลแบบไม่ต้องการอะไรพิเศษไปกว่าใครเลย”
“We will never forget this day”
“เราจะไม่ลืมวันนี้เลย วันที่พระองค์กลับมาที่โรงพยาบาล Mt. Auburn อีก”
พยาบาลทั้งสี่คนกล่าวหลังจากเวลาผ่านไป 32 ปี และได้มีโอกาสพบเด็กน้อยผู้น่ารักที่กลายมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงสยาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในตอนต่อมา วันเดียวกัน ต่อหน้าคณะผู้นำของรัฐ Massachusetts ว่า
“Boston had much to do with me. I was born here. My mother and father studied here. But apart from these things, Boston represents much more. It has been the birthplace of your country, and the spirit of freedom is very strong here…. I come here as a private citizen, as a human, to see my birthplace… and to see the things you do here, and to feel your spirit of freedom.”
“Boston มีความหมายต่อข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าเกิดที่นี่ แม่และพ่อของข้าพเจ้าก็เรียนหนังสือที่นี่ แต่นอกเหนือจากนั้น Boston มีความหมายแทนสิ่งอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า Boston เป็นที่ให้กำเนิดประเทศของท่าน วิญญาณแห่งเสรีภาพที่นี่เข้มข้นแรงกล้าเป็นอย่างมาก... ข้าพเจ้ามาที่นี่เป็นการส่วนตัว เยี่ยงมนุษย์ธรรมดาสามัญ เพื่อมาดูสิ่งที่ท่านทั้งหลายมุ่งมั่นทำกันอยู่ และเพื่อมาซึมซับรับรู้ให้เข้าถึงจิตวิญญาณของเสรีภาพที่แท้จริง”
นี่คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งสยาม ที่หนังสือพิมพ์ The Boston Globe เขียนถึงในขณะที่พระองค์ทรงพระชนมายุ 32 พรรษา จิตวิญญาณแห่งเสรีภาพกำเนิดมาพร้อมกับพระองค์ และดำรงทรงอยู่ในพระราชหฤทัยตลอดเวลาของการครองสิริราชสมบัติจนปัจจุบัน
หนังสือ “The King of Thailand in World Focus” โดย สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (Foreign Correspondents Club of Thailand) รวบรวมข่าวและบทความในสื่อมวลชนต่างประเทศ ทั่วโลก ใน 60 ปีแรกของพระชนชีพของพระองค์ โดยบรรดาผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศที่มาทำงานข่าวในประเทศไทยในครั้งนั้น คิดกันว่าจากการที่ได้มาพึ่งพระบรมโพธิ์สมภารในแผ่นดินไทย เมื่อวาระครบ 60 พรรษาในปี 2503 ก็สมควรที่จะได้ทำงานชิ้นสำคัญที่พวกเขามีความชำนาญสูงสุดถวายเพื่อพระองค์ นั้นคือการจัดทำหนังสือรวบรวมข่าว บทความ และภาพถ่าย เกี่ยวกับพระองค์ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งในที่สุดก็คัดเลือกมาพิมพ์ 80 เรื่อง จากสื่อมวลชนทั่วโลก 38 องค์กร มีภาพถ่าย 194 ภาพ จาก 52 แหล่งภาพข่าว ได้หนังสือหนา 189 หน้า จาก มีเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องเจริญรุ่งเรือง และเรื่องวิกฤติในแผนดินของพระองค์ผสมผสานคละเคล้ากันไป กับการปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์ของพระองค์ เสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทย ภายใต้ร่มพระบารมีของ (หลังจากนั้นมีการพิมพ์ครั้งที่สองเพิ่มเติมเรื่องและภาพจนถึงปี 2007/๒๕๕๐)
เริ่มจากยุคแรกเริ่มของ “พระมหากษัตริย์ผู้มิทรงแย้มพระสรวล” คือคำอธิบายพระบุคลิภาพของพระองค์ที่สำนักข่าว AP บรรยายภาพเหตุการณ์ครั้งเสด็จนิวัติพระนครในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2494
ผ่านสู่ยุคที่ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ในสิบปีต่อมา
จนถึงวันที่ชาวไทยทั้งประเทศยิ้มแย้มร่าเริงร่วมกับพระองค์เมื่อ ถึงวันเฉลิมฉลองปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
สำนักข่าว AP โดย Milton Marmor รายงานข่าววันที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลเสด็จกลับจากยุโรป วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ว่า
“An unsmiling young king returned from Europe today to his picturesque capital that still was politically jittery over Thursday’s bloodless governmental coup. ….. Clad in naval uniform, the bespectacled king was not seen to smile once during the arrival ceremonies at the royal landing, the requisite visit to the temples and the two-and-a-half-mile drive past more than 100,000 adoring subjects.”
“พระมหากษัตริย์หนุ่มผู้มิได้แม้แต่จะแย้มพระสรวล หรือยิ้มเลย เสด็จกลับจากยุโรปมายังนครหลวงอันสวยงามของพระองค์ในวันนี้ อันเป็นวันที่การเมืองยังหวั่นไหวหลังการการยึดอำนาจแบบไม่สูญเสียเลือดเนื้อ...ฉลองพระองค์ในชุดนายทหารเรือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระแว่น มิได้มีใครเห็นพระองค์ทรงแย้มพระสรวลเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดพิธี ตั้งแต่เสด็จถึงท่าเทียบเรือ เสด็จประกอบพระราชพิธีที่พระอารามหลวง และตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินยาว สองไมล์ครึ่ง ท่ามกลางพสกนิกรที่ยืนเรียงรายถวายความความจงรักภักดีกว่า 1 แสนคน”
ราชอาณาจักรสยาม หรือ ประเทศไทยของพระองค์ เริ่มจากต้นรัชสมัยที่พระองค์ไม่ทรงแย้มพระสรวลหรือไม่ทรงยิ้มเลยในตอนเริ่มแรกนั้น พระองค์ทรงกล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Observer ของอังกฤษในอีก 9 ปีต่อมาว่า
“The queen smiles for me”
“สมเด็จพระราชินีก็ทรงยิ้มแย้มพระสรวลแทนข้าพเจ้าแล้ว”
The Observer ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 1960/๒๕๐๓ เขียนว่า
“Hitherto the shy, slight, bespectacled king, now thirty-two years old, has only slowly shown sign of shedding the unsmiling formality which has characterized his public appearances…”
“พระมหากษัตริย์พระชนมายุ 32 พรรษา ดูจะทรงสันทัด ท่าทางอายๆ สันทัด ทรงพระแว่น พระองค์นี้เริ่มจะแสดงสัญญาณแห่งการเลิกพระบุคลิกที่ไม่แย้มพระสรวลได้เล็กน้อยแล้ว”
อะไรจึงทำให้สื่อมวลชนตะวันตกมองพระการการแย้ม หรือไม่แย้มพระสรวลของพระองค์ เป็นประเด็นเชิงสัญลักษณ์ในการรายงานข่าวจากประเทศไทย หนังสือพิมพ์ The Observer อาจจะแย้มคำตอบให้ชาวไทยได้ลองคิดดูได้เล็กน้อยเมื่อรายงานว่า
“…Thailand has been floundering between the rock of despotic monarchy she abandoned in 1932 and the farther shore of modern democracy.”
ช่วงต้นที่ขึ้นครองสิริราชสมบัติของพระองค์นั้น
“ประเทศไทยเหมือนลอยคออยู่กลางทะเล หลังจากทิ้งระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2475เสมือนทิ้งโขดหินก้อนใหญ่ที่ยึดเหนี่ยวมาช้านาน ส่วนชายฝั่งแห่งประชาธิปไตยที่พยายามจะว่ายไปหา ก็ยังอยู่อีกแสนไกล”
หนังสือ The King of Thailand in World Focus โดย Foreign Correspondents Club of Thailand เป็นมุมมองและแนวทำความเข้าในกับพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลของชาวไทย ตามแบบวัฒนธรรมวิจารณ์ของชาติตะวันตก ที่ไม่มีการตัดทอน เพียงแต่เลือกข่าว และข้อเขียนบทความที่เป็นตัวแทนของเส้นทางแห่งกาลเวลาของประวัติศาสตร์แผ่นดินสยามในสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย
เสนอมุมมองแนวคิดเชิงวิเคราะห์ผ่านรายงานข่าวโดยสื่อมวลชนโลก ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชในช่วงพระชนม์พรรษา 5 รอบ หรือ 60 พรรษา แบ่งเรื่องตามลำดับตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ปี 2470 – 2493 ตั้งแต่วันประสูติ หนังสือพิมพ์ Simmons College Review ลงภาพพระสุติบัตร 5 ธันวาคม ค.ศ. 1927 ที่ Cambridge, Massachusettes ทรงเข้าโรงเรียนที่ Switzerland พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสิ้นพระชนม์ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และพระองค์ขึ้นสืบต่อราชบัลลังก์ เรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ วันที่ 4 ตุลาคม 2491 และการเสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. 2493 ต่อมา ในปีบรมราชาภิเษก ซึ่งหนังสือพิมพ์ Neue Zuricher Zeitung รายงานว่า เป็นสีสันตระการตาแห่งดินแดนตะวันออก
“…and the people hope this heralds the beginning of a new, prosperous era in their country’s history”
“เป็นที่หวังของพสกนิกรของพระองค์ว่าจะเป็นปีเริ่มของยุคใหม่แห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม”
ในช่วง 20 ปีแรกของการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2494-2514 สำนักข่าว AP รายงานเรื่องทรงผนวชเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 ในประวัติศาสตร์ไทยที่ทรงผนวชระหว่างที่ครองราชย์ อีก 1 ปีต่อมาสำนักข่าว AP รายงานเรื่องการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบทบาทพระราชภาระกิจของพระองค์เพื่อสงบมั่นคงของบ้านเมือง The Observer ของอังกฤษลงข่าวในวันที่ 17 กรกฎาคม 1960/2503 รายงานพระราชประวัติอย่างละเอียด และวิจารณ์ว่า
”.... he set out to tour his country, showing himself to million, talking, with kindness, intelligence and humour to the peasants in the villages. The public flowering of his personality delighted the rural masses who had earlier sympathized with him but had been cut off from him, and who felt rather as the English did when Queen Victoria mourned so long for the prince consort.”
“...พระองค์เสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนนับล้านของพระองค์ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ มีพระราชปฏิสันถารกับชาวไร่ชาวนาตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยพระเมตตา พระปรีชาญาณ และพระอารมณ์ขันร่าเริง พระบุคลิกภาพอันสดใสดุจความงามของดอกไม้เป็นที่ชื่นชมของพสกนิกร แม้ก่อนหน้านี้ประชาชนทั้งมวลจะสงสารพระองค์มากที่ต้องเผชิญวิกฤติในพระชนม์ชีพของพระองค์ ทำให้ทรงโทมนัส ต้องห่างเหินจากประชาชนไปนาน เฉกเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระราชินี Victoria ของอังกฤษเคยทรงโศกเศร้ายาวนานจากการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี”
“The King now shows an increasingly lively awareness of his role as a constitutional monarch of the twentieth century”
“พระเจ้าอยู่หัวของไทยตอนนี้ทรงเข้าในถึงบทบาทพระราชกิจอย่างเพิ่มพูนสมบูรณ์มากขึ้น ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งโลกในศตวรรษที่ 20”
Reader’s Digest เดือนกรกฎาคม ปี 1960 / 2503 เสนอรายงานการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมด้วยพระราชินีสิริกิติ์ ผู้ทรงพระสิริโฉมยิ่ง และวิจารณ์ว่า
“His reign, which started out inauspiciously in 1946, has shown signs of being one of the most successful in Thailand’s long history. His was the stabilizing influence which helps Thailand not only to survive but to prosper through a period of unique political strain, both internal and external.”
“ช่วงการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเริ่มอย่างไม่ดีนักในปี 2489 เริ่มส่งสัญญาณว่าจะกลายเป็นรัชสมัยที่ประสพความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นพลังสร้างความมั่นคง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประเทศไทยอยู่รอดในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางการเมืองอันสำคัญเท่านั้น หากแต่จะทรงทำให้ประเทศไทยเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองต่อไปได้ ทั้งภายในประเทศและด้านการต่างประเทศ”
นิตยสาร TIME วันที่ 27 พฤษภาคม 1966/2509 พาดหัวข่าวว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เป็นผู้พิทักษ์รักษาราชอาณาจักร และเป็นพลังแห่งแผ่นดินในขณะที่ทุกแห่งในแหลมอินโดจีนเต็มไปด้วยความระส่ำระสายไม่มั่นคงทางการเมือง ด้วยการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ :
“Everywhere on the great peninsular, militant communism, poverty, misery, illiteracy, misrule and a foundering sense of neighborhood are the grim order of the Asian day.”
“With one important exception: the lush and smiling realm of their Majesties King Bhumibol and Queen Sirikit, which spreads like a green meadow of stability, serenity and strength from Burma down to the Malaysian Peninsula – the geopolitical heart of South East Asia. Once fabled Siam, rich in rice, elephants, teak and legend, Thailand (, literally, Land of the Free) today crackles with a prosperity, a pride of purpose, and a commitment to the fight for freedom…”
“ทุกหนแห่งบนคาบสมุทรที่ยิ่งใหญ่ ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ความยากจน ทุกข์ภัย การขาดการศึกษา การปกครองที่ฉ้อฉล ความรู้สึกที่ขาดมิตรภาพแห่งความเป็นประเทศเพื่อบ้าน ล้วนเป็นสภาวะที่เห็นทั่วไปในเอเชีย”
“แต่มีที่ยกเว้นที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือราชอาณาจักรอันยิ้มแย้มแจ่มจรัสของพระมหากษัตริย์ภูมิพล และพระราชินีสิริกิติ์ ซึ่งทอดดินแดนเขียวขจีดุจทุ่งหญ้าชุ่มชื่น กว้างไพศาล จากพรมแดนพม่า ลงถึงคาบสมุทร Malaysia มั่นคง สงบงดงาม เข้มแข็ง เป็นหัวใจแห่งภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยาม ที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักกันเป็นดินแดนในเทพนิยาย อุดมไปด้วย ข้าว ช้าง ไม้สัก และตำนาน มาบัดนี้เรียกว่า Thailand หมายความตามตัวอักษรว่า ดินแดนแห่งผู้เป็นเสรี ปัจจุบันนี้ดารดาษไปด้วยความมั่งคั่ง มีความภาคภูมิใจในเป้าหมายของแผ่นดิน มุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ...”
นิตยสาร LOOK ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน ปีถัดมา กล่าวว่า :
“Thailand’s King, Phumibol Aduldet, is a sun over his country, a presence that shines through the bloodied dust of the Vietnam war, the hazes of the 185 – year – old Chakri dynasty and the bitter, scudding clouds of nationalism and struggle that overshadow Southeast Asia.”
“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของประเทศไทยทรงเป็นประดุจดวงสุริยะส่องสว่างเจิดจ้าเหนือประเทศของพระองค์ ทรงเป็นปรากฏการที่ส่องทะลุผ่านฝุ่นละอองอันคละคลุ้งของสงครามเวียดนาม ม่านหมอก 185 ปีของราชวงศ์จักรี เมฆที่พวยพุ่งสู่ลัทธิชาตินิยม และการต่อสู้ทั่วทุกแห่งหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
เมื่อทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี สำนักข่าว AP รายงานเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 1971 / 2514 ว่า พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระชนมายุ 44 พรรษา และสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ของราชอาณาจักรไทยทรงพระสิริโฉมยิ่งนัก พระสกนิกรของพระองค์ ราว 5 แสนคนเรียงรายเนืองแน่นตลอดแนวถนนราชดำเนิน ชื่นชมพระบารมี และชมขบวนพาเหรดอันเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
ในช่วงทศวรรษที่ 1960s คือหลังปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างมากมายกว้างไกล ทั้งยุโรป อเมริกาเหนือ และ เอเชีย ส้วนการเสด็จพระดำเนินต่างประเทศโดยสมเด็จพระลูกเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ก็เป็นการเจริญพระราชพันธไมตรีกับต่างประเทศด้วยเช่นกัน ดุจดังเป็นเอกอัครราชทูตส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง
หนังสือพิมพ์ San Jose Mercury ของรัฐ California สหรัฐอเมริกา ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1960/พ.ศ. ๒๕๐๓ รายงานข่าวการเสด็จเยือนโรงงานของบริษัท IBM Computer เรียกชื่อเล่นที่สื่อมวลชนอเมริกันตั้งให้ว่า “The Siamese Cat” หรือ “แมวสยาม” พาดหัวข่าวว่า ‘King Who’s Real Cool “Cat” Visits IBM’ “พระมหากษัตริย์ผู้คือแมวสุดยอดตัวจริงเยี่ยมชมบริษัท IBM” โดยรายงานอย่างชื่นชมว่าพระองค์ทรงสนพระทัยงานของ IBM อย่างแท้จริง กันเอง ไม่มีพิธีการหรือราชองค์รักษ์ ห้อมล้อมปกป้องเหมือนครั้งที่ประธานาธิบดี Khrushchev แห่งสหภาพโซเวียตที่เพิ่งมาเยี่ยมโรงงาน IBM แห่งนี้เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พระองค์ทรงแย้มพระสรวล พระอารมณ์ดี กับพนักงาน IBM ตลอด และในระหว่างรวมพระกายาหารกลางวันกันพนักงาน 600 คน ที่โรงอาหารกลางของโรงงานพระราชดำรัสอันสนุกร่าเริงของพระองค์ที่ตอบกลับไปยังนาย Arthur K. Watson ประธานบริษัทการค้าโลก IBM ก็เรียกเสียงหัวร่ออย่างครื้นเครงจากชาว IBM หลังจาก Arthur Watson สดุดีสรรเสริญเทิดทูลพระองค์อย่างงดงามยืดยาว พระองค์ทรงตอบกลับว่า
“I know these remarks must be true. They tell me all the facts put into an IBM computer come out true the same way.”
“ข้าพเจ้ารู้ว่าคำชื่นชมทั้งหมดของท่านประธานที่กล่าวยกย่องข้าพเจ้านั้นต้องเป็นความจริงแน่นอน เพราะคนที่ IBM เขาบอกข้าพเจ้าว่าข้อความจริงทั้งหมดที่ใส่ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM แล้วผลลัพธ์ที่กลับเป็นข้อมูลออกมาก็เป็นความจริงทั้งหมดแบบเดียวกัน”
นิตยสาร TIME ซึ่งสนใจรายงานเรื่องราวของพระองค์มาแต่แรกเริ่ม คราวนี้ก็เสนอข่าวเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาโดย ทรงพบกับประธานาธิบดี Eisenhower ทรงมีพระราชดำรัสต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาอเมริกัน สมาชิกรัฐสภาถึงกับทึ่งในพระราชดำรัสที่เฉียบคมของพระองค์ที่ทรงกล่าวขอบคุณและซาบซึ้งในความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา แต่ก็ทรงย้ำว่า :
“We are grateful for American Aid. But we intend one day to do without it”
“สักวันหนึ่งเราหวังว่าจะไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากท่าน”
ที่ New York นิตยสาร TIME รายงานเรื่องการทรงดนตรี Jazz ร่วมกับ Benny Goodman นาน 90 นาที TIME ชื่นชมพระบารมีของพระองค์ โดยเฉพาะเรื่องดนตรี และการมีมเหสีเพียงพระองค์เดียว ต่างไปจากกษัตริย์ส่วนใหญ่ในโลกที่มักจะพระราชินี มีมเหสี นางสนม
กำนัลมากมาย “Almond-eyed Queen Sirikit” สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ผู้มีดวงพระเนตรเรียวงามดุลผล Almond และทรงพระสรีระดุจเครื่องดนตรี Mandolin ของ Italyพระราชินีพระองค์นี้ทรงกล่าวด้วยพระอารมณ์ขันกับ TIME ว่า :
“He doesn’t need any more wives. For him, his orchestra is one big concubine”
“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมิทรงจำเป็นต้องมีพระมเหสีมากกว่าหนึ่งองค์เลย เพราะ สำหรับพระองค์แล้ว วง Orchestra ทั้งวงก็เหมือนกับพระมเหสีองค์มหึมาเลย”
หลังจาก New York พระองค์เสด็จต่อไปยังสหราชอาณาจักรประทับราชรถร่วมกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth II ในขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่บนถนนกลางนคร London สู่พระราชวัง Buckingham หนังสือพิมพ์ The Times รายงานกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษว่า :
“Although the visits which Your Majesty’s illustrious predecessors made to this country in 1897 and 1934 are still remembered. Your Majesty is the first Thai monarch whom we have been able to welcome here on a state visit. This fact indeed contributes much towards
making the present occasion a truly memorable one”
“แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะยังจำได้ว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามผู้ทรงพระบารมีพระองค์อื่นจะเคยเสด็จเยือนอังกฤษในปี 1897 และ 1934 แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่พระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทยเสด็จเยือนอังกฤษและพระองค์ทรงถวายการต้อนรับอย่างเป็นทางการ ข้อเท็จจริงที่ว่านี้จึงทำให้การเสด็จของทั้งสองพระองค์ครั้งนี้จะอยู่ในความทรงจำไปนานแสนนาน”
ที่ Paris วันที่ 12 ตุลาคม 1960 หนังสือพิมพ์ France Soir พาดหัวข่าวว่า :
“พระมหากษัตริย์ของไทยและสมเด็จพระราชินีเสด็จกลับมา Paris ถิ่นแห่งรักแรกพบของสองพระองค์”
หนังสือพิมพ์ L’Aurore วันที่ 14 ตุลาคม 1960 ลงภาพ และข่าวเสด็จทอดพระเนตรละคร Opera กับประธานาธิบดี และ Madame de Gaulle
“Three centuries after the delegation that one of his ancestors sent to Louis XIV, the king of Siam was welcomed yesterday to the Chateau de Versailles”
“หลังจากบรรพบุรุษของพระองค์ทรงส่งทูตคณะทูตมาเจริญไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กาลเวลาผ่านไป 300 ปี พระราชวัง Versailles ก็ได้โอกาสถวายการต้อนรับพระเจ้ากรุงสยามอีกครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้”
ลงภาพที่นคร Vatican กับสมเด็จพระสันตะปาปา John XXIII เดือน ตุลาคม ปี 1960
ภาพที่ Oslo, Norway กับ กษัตริย์ Olav V และ เจ้าหญิง Astrid ปี 1960 และในปีเดียวกันนี้ที่
Sweden, Denmark, Luxembourg, The Netherlands, Belgium, Spain, Tokyo, Portugal, Indonesia, Kuala Lumpur ปี 1962, Sydney, Australia สิงหาคม ปี 1962, ที่ New Zealand ปี 1962, Tokyo เดือนพฤษภาคม 1963, กรกฎาคม 1963 ที่ Manila, Taiwan 1963, Austria 1964, Germany ตะวันตก ปี 1966ม ที่ Massachusetts สหรัฐอเมริกา ปี 1967ม ที่ Ottawa, Canada ปีเดียวกัน
ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา และ Canada นาน 3 สัปดาห์ นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 รายงานพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า :
“The Thai People are a fighting people. We have kept our liberty and independence for hundreds of years. We are not militant. We just have to fight to keep the most essential thing for a man. And that is freedom.”
“คนไทยเป็นนักสู้ เรารักษาเสรีภาพ และเอกราชของเรามานานหลายร้อยปี เราไม่ใช่นักรบผู้รุกรานใคร เราเพียงแต่ต้องสู้เพื่อรักษาสิ่งที่จำเป็นอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ นั่นคือเสรีภาพ”
ในสายตาของสื่อมวลชนโลก พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ของไทย คือนักสู้ ผู้พิทักษ์เสรีภาพ เพื่อพสกนิกรของพระองค์
สำหรับเหตุการณ์ในประเทศไทย มีทั้งภาพและข่าวที่เกี่ยวข้องบริเวณถนนราชดำเนิน
วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 1516 หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม วันรุ่งขึ้น เมื่อการเผชิญหน้าถึงจุดสุดขีด ประชาชนจะพึ่งใคร?
เดือนเดียวกัน อีก 3 ปีต่อมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาถูกตำรวจยิงตายอย่างน้อย 39 คน ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ช่วงปี ค.ศ. 1972 – 1982 หรือ พ.ศ. 2515 – 2525 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยเรียกว่า “The Turbulent Years” คลื่นลมทางการเมืองในประเทศไทยแปรปรวนผวนผันเป็นมหันตวายุ สำนักข่าว United Press International รายงานเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1972/๒๕๒๕ เรื่องการสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์เป็นสยามมกุฎราชกุมาร ใน 12:23-12:33 เวลาอันเป็นฤกษ์มงคล ในเวลาเดียวกันผู้ก่อการร้ายชาว Palestine บุกยึดสถานฑูต Israel ในกรุงเทพ จับเจ้าหน้าที่สถานทูต 6 คนเป็นตัวประกัน เหมือนว่าวันที่ 28 ธันวาคม จะเป็นวันเริ่มแรกที่ประเทศไทยต้องคำสาปทางวิกฤติการเมืองแต่บัดนั้น Peter O’Laughlin แห่งสำนักข่าว AP รายงานอีกสองวันต่อมาว่าผู้ก่อการร้ายอาหรับทั้ง 4 คนที่บุกยึดสถานทูต Israel นั้นยอมรับว่าเลือกวันก่อการร้ายไม่เหมาะสมเลย พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ พาผู้ก่อการร้ายทั้งหมดออกเดินทางไปประเทศ Egypt บอกกับพวกผู้ก่อการร้ายว่า ไม่น่าเลือกวันก่อเหตุร้ายในวันอันเป็นพระราชพิธีสำคัญของไทยที่ร้อยปีจะมีครั้งเดียวเลย ผู้ก่อการร้ายยอมสารภาพและขอโทษว่าไม่รู้เลยว่าวันที่ 28 ธันวาคม จะเป็นวันสำคัญ วันสถาปนา มกุฎราชกุมารของไทย
“We have told the government and the generals from the army that we are sorry”
“We need to know the Thai People---we love them and we want to say we are most sorry to do this in Thailand.”
“We are most sorry we did not know this day. We love your king, he is beautiful. We hope the Thai people will know our problem---this embassy is our land.”
“We hope the Thai people will come to see us---we come from many lands, from Africa, the United States and Europe. I hope some of the Thai people will become Palestinian commandos with us.”
“One day we would like to come back and visit in a different way”
“เราบอกกับรัฐบาลไทย และนายพลทหารจากกองทัพบกไทยแล้วว่าเราเสียใจที่มาก่อเหตุร้ายผิดวันเวลา”
ผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์กล่าวขอโทษชาวไทย โดยบอกต่อไปว่า :
“เราน่าจะรู้จักคนไทยให้ดีกว่านี้ เรารักคนไทย เราอยากจะบอกว่าเราเสียใจมากที่จำต้องมาปฏิบัติการร้ายในประเทศไทย”
“เราไม่รู้มาก่อนถึงความสำคัญของวันสถาปนามกุฎราชกุมาร เรารักพระเจ้าอยู่หัวของท่าน พระองค์ทรงเป็นผู้สง่างาม เราหวังว่าชาวไทยจะเข้าใจปัญหาของเรา สถานทูตอิสราเอลในไทยนั้นเราถือเสมือนเป็นดินแดนของ Palestine ของเราด้วย”
“เราหวังจะเห็นชาวไทยมาเยี่ยมเยือนทำความรู้จักกับเราชาว Palestine บ้าง เรามาจากหลายที่ในโลก จาก อัฟริกา สหรัฐอเมริกา และยุโรป อยากให้คนไทยมาร่วมเป็นนักรบช่วยเราชาว Palestine ด้วย”
“สักวันหนึ่งเราเองก็อยากกลับมาเมืองไทยอีก แต่ไม่ใช่มาแบบที่มาคราวนี้”
แม้วันเวลาจะไม่เหมาะสมที่จะก่อการร้าย เมื่อได้สำนึก นักรบ Palestine ก็แสดงความเข้าใจในบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย และสรรเสริญพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลแห่งราชอาณาจักรไทย
จากปี 2515 เป็นต้นมารวม 10 ปี พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงต้องเผชิญกับคลื่นลมการเมืองที่กระทบราชอาณาจักรและพสกนิกรของพระองค์ต่อเนื่องมา
14 ตุลามคม 2516 สำนักข่าว AP รายงานเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วมหานคร
“In the midst of the crisis, King Bhumibol, 46, has retained support and loyalty from all sides. Students carried his portrait and sang hymns in his praise as they marched more than 100,000 strong through Bangkok Saturday, joined by many adults.”
“ท่ามกลางวิกฤติการณ์ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งปัจจุบันมีพระชนมายุ 46 พรรษา ยังคงได้รับการสนับสนุนและความจงรักภักดีจากประชาชนทุกหมู่เหล่า บรรดานักเรียนนักศึกษาและประชาชนกว่าแสนคนเดินขบวนถือพระบรมฉายาลักษณ์ และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามท้องถนนในกรุงเทพเมื่อวันเสาร์”
“Thailand’s King Bhumibol Adulyadej told his people Sunday that Prime Minister Field Marshal Thanom Kittikachorn has resigned in the wake of anti-government violence.”
“The King said he had appointed Dr. Sanya Dhammasakdi, Rector of Thammasat University, to form a new government.”
“King Bhumibol urged the people to support the new government and to end the conflict…”
“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงตรัสต่อพสกนิกรของพระองค์เมื่อวันอาทิตย์ว่านายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิติขจรได้ลาออกในท่ามกลางเหตุวิกฤติแล้ว”
“พระองค์ทรงตรัสว่าได้ทรงแต่งตั้ง ดร. สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว”
“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงขอให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลใหม่เพื่อยุติความขัดแย้งรุนแรงในขณะนี้….”
17 ตุลาคม 2516 สถานการณ์กลับสู่ภาวะปรกติ สำนักข่าว AP อ้างสาเหตุจากพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล
“King Bhumibol, who has been a consistent supporter of peaceful student activism and opponent of corruption in high places.”
“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ผู้ซึ่งทรงสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ทางการเมืองอย่างสันติของนิสิตนักศึกษา และทรงต่อต้านการทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวงในหมู่ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในสังคมและการเมืองไทย”
ปีรุ่งขึ้น นิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 7 มกราคม 1974 / ๒๕๑๗ รายงานว่าความสำเร็จของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 299 คนที่ประชุมกันที่สนามม้านางเลิ้งจะขึ้นอยู่กับพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ซึ่งก่อนวิกฤติ 14 ตุลานี้ได้ทรงหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงในการเมืองมาโดยตลอด แต่ก่อนนี้พระองค์จะทรงแต่เสด็จไปทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ ทรงทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาล พระราชทานปริญญาบัตร และเยี่ยมหมู่บ้านต่างๆ Barry Hillenbrand ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร TIME รายงานว่า :
“It is precisely this tiring, often tedious regimen that has made Bhumibol so unreservedly loved throughout the country. His travels also made him aware of the disfavor felt toward the military regime and the need to bring farmers and laborers into the National Assembly”
“ด้วยเหตุที่พระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนอย่างกว้างไกลทุกหนแห่งโดยมิพักด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายนี้เองทำให้ทรงทราบว่าทุกสุขของประชาชนเป็นอย่างไร ทรงทราบว่าประชาชนรักพระองค์มากเท่าไร และเกลียดเผด็จการทหารอย่างไร ทำให้พระองค์ทรงเห็นความจำเป็นในการนำชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงานมาร่วมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ”
มีต่อ(ตอนที่2)